ประวัติความเป็นมาของบริษัท

 

ธุรกิจของบริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นโดยครอบครัวแก้วบุตตา เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อในรูปแบบสินเชื่อจำนำทะเบียนรถแก่ลูกค้าในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นได้ขยายธุรกิจเพอื่ ให้บริการแก่ลูกค้าที่ยังมีความต้องการบริการทางการเงินอีกมากแต่ไม่มีโอกาสรับบริการจากธนาคารและสถาบันการเงินโดยการเปิดสาขาเพิ่มเติมในจังหวัดต่างๆ

ปัจจุบัน บริษัทฯ และบริษัทย่อยให้บริการสินเชื่อในรูปแบบสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อประเภทที่อยู่อาศัย ผ่านสาขาทั้งหมดรวม 1,627 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558) ภายใต้เครื่องหมายบริการ/ชื่อทางการค้า “มีบ้าน มีรถ เงินสดทันใจ” ด้วยจุดเด่นที่ความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อแบบเบ็ดเสร็จ และการเข้าถึงลูกค้าอย่างใกล้ชิดโดยให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อยทั่วไปในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ

ความเป็นมาและพัฒนาการที่สำคัญสรุปได้ดังนี้

ปี 2522-2543

ครอบครัวแก้วบุตตาเริ่มดำเนินธุรกิจให้บริการสินเชื่อในจังหวัดเพชรบูรณ์ ในรูปแบบสินเชื่อโดยใช้ทะเบียนกรรมสิทธิ์รถทุกประเภทเป็นหลักประกัน หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ

ขยายธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการบริการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น โดยทยอยเปิดสาขาเพิ่มเติมไปในจังหวัดต่างๆ นับเป็นผู้บุกเบิกสินเชื่อประเภทรถแลกเงิน

ปี 2550

ขายธุรกิจเดิมซึ่งรวมถึงสาขาและเครื่องหมายบริการให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรายหนึ่ง

ปี 2551

จัดตั้งบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (“SP 1979”หรือ “บริษัทฯ”)(เดิมชื่อ บริษัท พีวีแอนด์เคเค เซอร์วิส 2008 จำกัด) ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ยังไม่มีการประกอบธุรกิจ

ปี 2552

ซื้อบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ จำกัด (“SP”) (เดิมชื่อ บริษัท พาวเวอร์ 99 จำกัด) ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับจ้างจัดเก็บหนี้และบริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ (สาขา <100)

SP ภายใต้การบริหารของกลมุ่ ขยายธุรกิจรับจ้างจัดเก็บหนี้และบริการสินเชื่อ และเพิ่มสาขาเป็น 136 สาขา

ปี 2553-2554

บริษัทฯเพิ่มทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วเป็น 5 ล้านบาทและเริ่มดำเนินธุรกิจให้บริการสินเชื่อจำนำรถทุกประเภท รวมถึงการให้บริการสินเชื่อประเภทที่อยู่อาศัย ภายใต้สโลแกน “มีบ้าน มีรถ เงินสดทันใจ” ปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจของกลุ่มโดยบริษัทฯซื้อบริษัท 2 บริษัท ที่ไม่มีการประกอบธุรกิจ

  • บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1982 จำกัด (“SP 1982”) (เดิมชื่อบริษัท เค.พี.เอ็น.โฮลดิ้ง จำกัด)
  • บริษัท เงินสดทันใจ จำกัด (“FM”) (เดิมชื่อ บริษัท เจ.ดี.ที.มันนี่ เซอร์วิส จำกัด)

บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วเป็น 200 ล้านบาท

รับโอนธุรกิจเดิมจาก SP ด้วยการซื้อและรับโอนบัญชีลูกหนี้เงินกู้ยืมและลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อมาดำเนินการที่บริษัทฯ และที่ SP 1982

ขยายสาขาเพิ่มเป็น 265 สาขาในสิ้นปี 2554

ปี 2555

บริษัทฯเพิ่มทุนจดทะเบียนและชำระแล้วจาก 200 ล้านบาท เป็น 750 ล้านบาท

ปี 2556

ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 มีมติอนุมัติให้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ จากเดิมมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เป็นมูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาทและเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 750 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท โดยการเพิ่มทุนจำนวน 250 ล้านบาท แบ่งเป็น 250 ล้านหุ้น และจัดสรรเพื่อเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering)

จดทะเบียนแปรสภาพบริษัทฯเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2556

ณ 31 ธันวาคม 2556 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 602 สาขา

ปี 2557
  • บริษัทฯได้เสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก จำนวน 250,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ในราคาขายหุ้นละ 6.90 บาท และบริษัทฯได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนชำ ระแล้วเป็น 1,000 ล้านบาท (หุ้นสามัญจำนวน 1,000,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รับหุ้นสามัญจำนวน 1,000,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนและเริ่มทำการซื้อขายได้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557
  • ออกและเสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกัน สำหรับเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่ มูลค่า 500 ล้านบาท อายุหุ้นกู้ 1 ปี 6 เดือน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557
  • บริษัทฯได้จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ ศรีสวัสดิ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท เพื่อรับจ้างติดตามหนี้และรับซื้อหนี้จากสถาบันการเงินมาบริหารจัดการ โดยได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2557
  • เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2557 มีมติอนุมัติให้รับโอนกิจการของบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1982 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ และบริษัทฯได้รับโอนกิจการบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1982 จำกัดแล้วตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2557 ทั้งนี้ บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1982 จำกัด ได้ดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว
  • ณ 31 ธันวาคม 2557 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1,059 สาขา
ปี 2558
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1,000 ล้านบาทเป็น 1,060 ล้านบาท โดยออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 60 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นสามัญจำนวน 20 ล้านหุ้นเพื่อรองรับการใช้สิทธิ์แปลงสภาพตามใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ครั้งที่ 1 จำนวน 40 ล้านหุ้น
  • ออกใบสำคัญแสดงที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ครั้งที่ 1 จำนวน 40 ล้านหน่วย เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม
  • ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพภายใต้การกำกับจากธนาคารแห่งประเทศไทย
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนในบริษัท บริหารสินทรัพย์ ศรีสวัสดิ์ จำกัด จากเดิม 25 ล้านบาทเป็น 100 ล้านบาท และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอสดับบลิว พี จำกัด
  • จัดตั้งบริษัท ศรีสวัสดิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท เพื่อลงทุนในกิจการอื่น
  • จัดตั้งบริษัท Srisawad Vietnam LLC เพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนาม ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท
  • ณ 31 ธันวาคม 2558 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1,627 สาขา
ปี 2559
  • ลดทุนและเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1,060 ล้านบาท เป็น 1,086.5 ล้านบาท โดยออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 26.5 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นสามัญจำนวน 25.5 ล้านหุ้น และเพื่อรองรับการปรับสิทธิ์การแปลงสภาพตามใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ครั้งที่ 1 จำนวน 1 ล้านหุ้น
  • จัดตั้ง บริษัท เอสดับบลิวพี เซอร์วิสเซส จำกัด ทุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท เพื่อให้บริการบริหารจัดการ และที่ปรึกษา ด้านการจัดการระบบสินเชื่อรายย่อยและการผ่อนชำระ และภายหลังมีการปรับโครงสร้างภายในของกลุ่มบริษัท จึงขายหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท เอสดับบลิวพี เซอร์วิสเซส จำกัด ให้แก่ บริษัท ศรีสวัสดิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด (บริษัทย่อยของบริษัท)
  • จัดตั้ง บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 2014 จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทเพื่อประกอบธุรกิจติดตามหนี้
  • จัดตั้ง บริษัท ยูไนเต็ด โคสทอล จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ถือหุ้นโดย บริษัท ศรีสวัสดิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อลงทุน และ/หรือ ร่วมลงทุนในบริษัทที่ประกอบกิจการให้บริการสินเชื่อรายย่อยในต่างประเทศ
  • เข้าลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน)ในสัดส่วนร้อยละ 9.84 ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด และยื่นขออนุญาตถือหุ้นสามัญของสถาบันการเงินเกินกว่าร้อยละ 10 ต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ถือหุ้นใน บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) ได้ร้อยละ 100 จากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559
  • ณ 31 ธันวาคม 2559 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 2,130 สาขา